23 มิถุนายน 2026
150
 

“ห้อม” และ “คราม” ความแตกต่างที่ไม่ใช่แค่สีน้ำเงิน

 

ห้อม และคราม

“หม้อห้อม” หมายถึงสีของเสื้อผ้าที่เป็นสีครามอมดำ หรือน้ำเงินกรมท่าเข้ม และเมื่อเอ่ยถึง “หม้อห้อม” ก็จะนึกถึงชุดของผู้ชายล้านนาที่มีลักษณะเป็นเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม ย้อมสีคราม กระดุมผ่าหน้า ซึ่งเป็นชุดที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มที่จังหวัดแพร่โดยชาวลาวพวนที่อพยพมาจากประเทศลาว และนำมาผลิตครั้งแรกที่บ้านทุ่งโฮ้ง เมื่อประมาณ พ.ศ. 2340-2350 แล้วได้ตัดเย็บเสื้อแบบนี้ออกมาจำหน่ายแก่คนงานและลูกจ้างทำป่าไม้ จนเป็นที่นิยมของชาวล้านนาตั้งแต่นั้นมา

          แม้ว่าห้อม และครามจะให้สีน้ำเงินเข้มเหมือนกัน แต่พืชทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นพืชคนละตระกูล และมีลักษณะต้นแตกต่างกันมาก ซึ่งในวัฒนธรรมล้านนามีการนำพืชที่ให้สีน้ำเงินเข้มมาใช้ 3 ชนิดคือ

ต้นห้อม (Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze) หรือ Baphicacanthus cusia Brem. เป็นไม้ล้มลุก ในวงศ์ ACANTHACEAE อยู่ในตระกูลเดียวกับต้อยติ่ง ชอบความชุ่มชื้น ขึ้นได้ดีในพื้นที่น้ำไหลผ่าน มีแสงแดดส่องถึงแบบรำไร จึงพบได้มากในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารธรรมชาติ ต้นโตเต็มที่จะสูงประมาณ 1 เมตร ต้นห้อมที่มีอายุประมาณ 1 ปี ขึ้นไปจะสามารถนำไปหมักสกัดสีได้ดี โดยตัดช่วงที่ยังไม่ออกดอก และตัดยอดในช่วงเช้า ประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร  ใช้ทั้งก้านและใบ

ต้นคราม (Indigo feratinctoria Linn.) เป็นไม้พุ่ม ในวงศ์ LEGUMINOSAE เป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะเป็นไม้พุ่ม คล้ายใบกระถิน ปลูกได้ในดินร่วนซุย น้ำไม่ขัง ไม่ต้องการความชุ่มชื้นมากนักทนความแห้งแล้งได้ ภายหลังจึงนิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเพราะดูแลรักษาง่ายกว่าต้นห้อม การนำไปใช้ก็ตัดยอดต้นครามที่มีอายุ 9 เดือนขึ้นไป นิยมตัดในช่วงเช้า ใช้ทั้งก้านและใบ ประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร นำไปหมักสกัดสีเช่นเดียวกับต้นห้อม

ต้นห้อมเครือ หรือต้นเบิก สามารถปลูกได้ทั้งในพื้นที่ราบและป่าเขาธรรมชาติ ปัจจุบันค่อนข้างหายาก และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เพียงพอต่อการใช้งานในปริมาณมาก

 

ใบห้อมและใบครามมีสารที่เรียกว่า อินดิแคน (Indican) สามารถละลายน้ำได้แต่ไม่มีสี แต่เมื่อทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนจะเกิดเป็นกลูโคส และสารอินโดซิล (Indoxyl) ซึ่งสีน้ำเงินเข้มจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสารอินโดซิลรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนในอากาศ กลายเป็นสารคราม (Indigo) หรือเรียกว่า ห้อมเปียก หรือครามเปียก สารครามมีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในด่าง ดังนั้นการย้อมสีห้อมและครามจึงต้องอาศัยกระบวนการหมัก หรือ “การก่อหม้อย้อม” โดยปรับสภาวะในหม้อให้สมดุลด้วยการสร้างความเป็นด่างจากน้ำขี้เถ้า และกรดจากผลไม้รสเปรี้ยวเป็นตัวทำละลาย การควบคุมอุณหภูมิ และปริมาณห้อม หรือคราม ในสภาวะที่เหมาะสมสารครามจะเปลี่ยนเป็นลิวโคอินดิโก้ (Leucoindigo หรือ White indigo) ซึ่งมีสีเหลืองและละลายน้ำได้

ภูมิปัญญาในอดีตในการสกัดสีจะแช่ห้อม หรือครามที่ตัดสดมาแช่น้ำเปล่าไว้ประมาณ 1 คืน แล้วพลิกกลับแช่อีก 1 คืน หรือประมาณ 12 – 24 ชั่วโมง จากนั้นกรองเศษก้านและใบออก เติมปูนเคี้ยวหมาก หรือปูนขาวลงไปแล้วกวนให้อากาศเข้าไปทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จากนั้นปล่อยให้เม็ดสีตกตะกอนประมาณ 1-2 คืน จึงกรองน้ำทิ้งเก็บไว้เฉพาะเนื้อสี

ขั้นตอนการก่อหม้อห้อมและคราม นำเนื้อสีลงหม้อดินขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “หม้อห้อม” จากนั้นละลายด้วยน้ำด่างจากขี้เถ้า บางสูตรใช้ขมิ้นเผา จากนั้นใส่ฝักส้มป่อย มะกรูด น้ำมะขามเปียก ซึ่งเป็นกรดจากผลไม้รสเปรี้ยวเป็นตัวทำละลาย และเติมเหล้าลงไปในหม้อ หรือบางตำราก็เติมกล้วยน้ำว้าสุก น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำผึ้งลงไป เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ในหม้อห้อมให้มีอายุนานขึ้น และสามารถย้อมผ้าได้หลายครั้ง หากหม้อห้อมพร้อมย้อมแล้วน้ำย้อมจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว เมื่อแช่ผ้าลงไปในหม้อห้อมสารลิวโคอินดิโก้ จะถูกดูดซับและติดที่เส้นใยผ้า และเมื่อสัมผัสกับอากาศก็จะรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศ กลายเป็นสีน้ำเงิน

 

แหล่งข้อมูล

โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สนองพระราชดำริโดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง website: https://rspg.mfu.ac.th/plant-genetic-conservation/botany/detail/508

มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 14.

กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542.

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร. ห้อม พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในเขตภาคเหนือ

ตอนบน. เชียงใหม่: สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร, 2562.

 

บทความ และภาพประกอบ

ฐาปนีย์ เครือระยา นักบริหารงานการศึกษา

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่